เหล้าพื้นบ้านไทย
นับเวลาได้หลายปีดีดักแล้ว เหมือนกันกับการต่อสู้ของพี่น้องเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรฐานและการยอมรับในผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ ผลิตภัณฑ์ซึ่งก่อเกิดและดำรงอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปทั่วทุกภาคของ ประเทศไทย และหากโฟกัสการต่อสู้ที่ค่อนข้างดุเดือดจะพบว่า มีความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างบ่อย พบเห็นอยู่เนืองๆตามสื่อกระแสหลัก เป็นการต่อสู้อย่างชนิดเอาจริงเอาจัง ทั้งในส่วนของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้
อย่างไรก็ตามในกระบวนการ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาแม้ต้องพบอุปสรรคหลากหลาย แต่การรวมตัวที่สอดประสานลงตัวก็สามารถคลี่คลายปมปัญหาหลายอย่างลงไปได้ กระนั้นจนถึงวันนี้หากจะถามว่าเหล้าพื้นบ้านไทยจะไปทางไหน เหล้าไทยังต้องเป็นเหล้าเถื่อนไปอีกนานเท่าใดคงไม่มีใครตอบได้ชัดเจน เว้นเสียแต่ว่าคำตอบนั้นคือการสรุปบทเรียน การคาดหมายและแสดงความมุ่งหวังเพื่อไปให้ถึงฝั่งที่คิดและคาดหวัง
นาทีนี้เราจะไปติดตาม สถานการณ์ล่าสุดของเหล้าพื้นบ้าน ไปดูกันว่าก้าวที่กล้าของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน ณ เวลานี้เป็นอย่างไร ปัญหาอุปสรรคที่ยังต้องสะเทินคืออะไร ภาพรวมของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านทั่วประเทศสดใสเรืองรองหรือหมองหม่นเหมือน ที่เคย เป็นโอกาสดีที่ได้เดินทางมาจังหวัดเชียงรายเพื่อปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ขณะเดียวกันก็ได้เจอะเจอกับผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัด เชียงราย คุณ ประนอม เชิมชัยภูมิ เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับ เครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน จึงถูกถ่ายทอดออกมา เพื่อสื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า เหล้าพื้นบ้านไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป
คุณประนอม เชิมชัยภูมิ เล่าให้ฟังว่า วันนี้ รัฐให้โอกาสเครือข่ายฯ โดยให้ดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ก็จริงแต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหามากมาย อาทิ เรื่องการจดทะเบียนกับสหกรณ์จังหวัด เนื่องจากชาวบ้านไม่คุ้นเคยกับการทำงานเอกสารที่ต้องทำตามขั้นตอน มีปัญหาจุกจิกมากมาย กว่าจะเป็นสหกรณ์ได้ ต้องไปติดต่อนับสิบครั้ง คุณประนอมสะท้อนให้ฟังอีกว่า นอกจากเรื่องการจดทะเบียนแล้ว เรื่องปัญหาสรรพสามิตก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หนักอก เพราะจนถึงทุกวันนี้ยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของตัวกฎ-ระเบียบ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเหล้า 1 โรง ต้องมีกำลังการผลิตต่ำกว่า 5 แรงม้า มีคนต่ำกว่า 7 คน หรืออีกนัยหนึ่งคือ 4.99 แรงม้า และ 6 คน สิ่งที่เป็นปัญหาคาใจชาวบ้าน และเป็นความคลุมเครือที่ชาวบ้านยังไม่กล้าตัดสินใจ คือ สรรพสามิตตอบไม่ได้ว่า ถ้าชาวบ้านใช้ฟืนมาต้มหรือใช้เตาแก๊ส 1 หัวแก๊สต้ม คิดเป็นกี่แรงม้า สรรพสามิตคิดไม่ได้ หรือไม่ก็ตอบว่าไม่ต้องไปให้ความสำคัญ แต่พร้อมๆกันนั้นก็มีกระแสออกมาว่าที่ อ.เวียงป่าเป้า สรรพสามิตกำหนดให้เพียงแค่ 1 เตา/1 โรงงาน
นั่นหมายถึงกำลังการผลิตเต็ม ที่ได้เพียงแค่ 300 ขวด/16 ชั่วโมง ซึ่งความจริงแล้วทำงานแค่ 8 ช.ม./วัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือว่า ถ้าผลิตได้เพียงแค่วันละ 300 ขวด/ 1 สหกรณ์ พอถึงสิ้นปีแต่ละคนจะได้ปันผลคนละไม่กี่บาท ไม่คุ้มกับระยะเวลาที่ลงทุนไป 1 ปี ขณะที่บางพื้นที่บางอำเภอก็บอกว่าสามารถทำได้ 3 เตา ที่ อ. เวียงป่าเป้า ไม่เกิน 1 เตา แต่ที่ อ.แม่สาย เหล้าของบริษัทแห่งหนึ่งที่เคยเป็นสมาชิกเครือข่ายเหล้าสามารถทำได้ 4 เตาและผลิตจนถึงทุกวันนี้
นอกจากนี้กระบวนการผลิตยัง ต้องผ่านการตรวจสอบของสาธารณสุข เพราะจะกำหนดให้เหล้าอยู่ในประเภทของอาหาร ขณะนี้โรงงานที่ได้รับอนุญาตของจังหวัดเชียงรายมีทั้งหมด 9 โรงงาน ถ้าให้สาธารณสุขตรวจสอบ 9 โรงงานนี้ รับรองไม่ผ่านซักที่ อย่างน้อยต้องดูในเรื่องของความสะอาด ความมั่นคงของอาคาร แต่พอสรรพสามิตมาปฏิบัติกับเครือข่ายเหล้าก็บอกว่าต้องมุงกระเบื้องและเท พื้นคอนกรีตอย่างดี นี่เป็นความสับสนของชาวบ้านที่คิดว่า "สรรพสามิตเลือกปฏิบัติ!" ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงรายระบุ ก่อนจะกล่าวอีกว่าชาวบ้านอยากจะไปคุยกับสรรพสามิตให้ชัดเจนว่า ถ้าใช้ฟื้น/เตาแก๊ส 1 หัว คิดเป็นกี่แรงม้า หลังคาโรงงานใช้หญ้าคาได้หรือไม่ ถ้าบอกว่าใช้หญ้าคาไม่ได้ ;ชาวบ้านก็จะเสนอว่าแล้วโรงงานของพวกบริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่อนุญาตไว้แล้วทำไมถึงได้รับใบอนุญาตทั้งที่บางแห่งก็มุงหญ้าคา
"หากสรรพสามิตจังหวัดตอบไม่ ชัดชาวบ้านก็จะเชิญอธิบดีกรมสรรพสามิตมาตอบว่าเรื่องแรงม้านั้นที่ถูกต้อง ต้องคิดกันอย่างไร" ?
ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้า พื้นบ้านจังหวัดเชียงราย ยังร่ายยาวถึงความคับแค้นใจของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านเชียงรายอีกว่า ข้อบังคับของโรงงานผลิตสุรากลั่น จะต้องมีบ่อบำบัดน้ำเสียตามขนาดที่สรรพสามิตกำหนด ซึ่งขณะนี้บางแห่งที่เปิดอยู่ก็ไม่มีเหมือนกับของเครือข่าย แต่ชาวบ้านก็ไม่ต้องการที่จะเป็นศัตรูกับพวกที่เปิดโรงงานไปแล้ว เพียงแค่อยากให้สรรพสามิตยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติตาม มติ ครม. และระเบียบของกระทรวงการคลัง
"ภาคอื่น อย่างเช่นภาคอีสานก็เหมือนกัน สมาชิกลดลงไปมาก เพราะส่วนใหญ่สมาชิกหันไปผลิตสุราแช่ เช่น ไวน์ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงอยู่ โดยภาพรวมทั่วทุกภาค ข้อเรียกร้องของเครือข่ายเหล้าในขณะนี้ ยังคงมีข้อตกลงเดิมร่วมกันกับทางรัฐบาล คือ รัฐบาลจะต้องสนับสนุนงบประมาณในการทำการศึกษาวิจัย และพัฒนาเหล้าพื้นบ้านในเรื่องของ บรรจุภัณฑ์, น้ำเหล้า,เครื่องต้ม-กลั่น ทำอย่างไรจึงจะมีมาตรฐาน และในเรื่องของการผลิตเหล้าพื้นบ้านสำหรับบริโภคในครัวเรือน สิ่งที่เคยเสนอไว้ก็คือน่าจะมีการเก็บภาษีในอีกอัตราหนึ่ง ไม่ใช่อัตราเดียวกับการผลิตและจำหน่าย หรือให้มีการอนุญาตในการผลิตในแต่ละครั้งว่าจะให้ผลิตครั้งละเท่าไหร่" ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงราย ย้ำชัดเจน ก่อนจะต่อยอดในประเด็นปัญหาต่อไปอีกว่า
ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เป็น ระเบียบของสรรพสามิตที่กล่าวได้ว่า เป็นเรื่องแปลกแต่จริงกล่าวคือ ระยะเวลาในการอนุญาตผลิตสุรา ปกติกำหนด 4,000 บาท/ ปี เช่น ถ้าเป็นบัตรประชาชนเราไปถ่ายวันที่ 6 มิ.ย.2546 ถ้า 1 ปี ก็ 6 มิ.ย.2547 แต่สรรพสามิตไม่ได้คิดอย่างนี้ ปกติเขาจะต้องคิดรอบ 12 เดือน แต่เขาคิดรอบปี หรือถ้าเราได้รับอนุญาต 1 ธ.ค. เขาก็จะให้ไปสิ้นสุด 31 ธ.ค. ก็เสียเงิน 4,000 บาท เหมือนกันกับคนที่ได้รับอนุญาต ซึ่งประเด็นนี้คิดว่าจะต้องไปนำเสนอให้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบอื่น ๆ ของทางราชการที่ปฏิบัติอยู่ อันนี้เป็นปัญหาที่เครือข่ายเหล้าจะต้องทำงานต่อไป
ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้า พื้นบ้านจังหวัดเชียงรายบอกกับเราว่า บางทีในจังหวะที่กำลังเผชิญสถานการณ์รอบด้านเรื่องดีๆก็มีเข้ามาเป็นยาชู กำลังให้กับคนทำงานได้เช่นกัน และยาชูกำลังที่ว่าก็คือ ขณะนี้เครือข่ายเหล้าเชียงรายได้ประสานกับวิทยาลัยราชมงคล และทางราชมงคลก็ตอบรับมาให้เราทำจดหมายไปทางราชมงคลจะทำโครงการศึกษาวิจัย เรื่อง "เครื่องต้มกลั่นสุราสำหรับชุมชนแบบประหยัดและมีประสิทธิภาพ" นอกจากนี้แล้วผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงราย ยังบอกด้วยว่า เครือข่ายเหล้าภาคเหนือ : เครือข่ายเหล้า จ.เชียงราย และ จ.ลำปาง ก็เตรียมที่จะเสนอต่อสังคมว่าอยากจะให้แต่ละจังหวัดมี "คณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานโรงงานผลิตสุรากลั่นชุมชน" 1 ชุดโดยมีตัวแทนจากหลายฝ่าย เช่น ผู้ผลิต สาธารณสุข นักวิชาการ ตำรวจ สรรพสารมิตร ฯลฯ
ตอนนี้เป็นการพูดคุยกันใน ระดับแกนนำของเครือข่ายเหล้า เรายังไม่เสนอเพราะต้องการหาความชัดเจนอยู่ว่ามาตรฐานโรงงานสุรากลั่นชุมชน มันน่าจะเป็นยังไง จะต้องมาคิดรายละเอียดเรื่องหลังคา , ประตู , บ่อน้ำ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เขามีข้อบังคับออกมาแล้วว่าโรงงานเหล้าจะต้องมีบ่อบำบัดน้ำเสียขนาด ไหน ห่างจากแหล่งน้ำสาธารณะไม่ต่ำกว่า100 เมตร แต่สิ่งที่ยังไม่มีคือมาตรฐานของโรงงาน , ระบบผังในโรงงาน ที่บ่มอยู่ตรงไหน สถานที่กลั่นควรจะอยู่ตรงไหน ต้องกำหนดให้ชัด ตอนนี้ยังไม่ชัด" ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงรายเปิดใจให้ฟัง
โอกาสเป็นของผู้ที่ไขว่คว้า และลงมือทำ สิ่งที่น่าปลื้มใจอีกอย่างของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงรายอีก อย่างคือ เรื่องพื้นที่นำร่อง สำหรับปลูกข้าวปลอดสารพิษที่จะให้สมาชิกในเครือข่าย ซึ่งเป็นแนวคิดของเครือข่ายเหล้าที่ต้องการจะผลิตเหล้าคุณภาพที่ผลิตจากข้าว ปลอดสารพิษ เพื่อจะเป็นสินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ นี่เป็นแนวคิดที่ดีและทางเครือข่ายก็ยินดีจะส่งเสริมให้เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมีแผน งาน ที่ทางเครือข่ายวางกันเอาไว้ ในเรื่องการผลิตที่จะไม่ใช้ข้าวเหนียว ข้าวจ้าวอย่างเดียว ซึ่งก็ได้ประสานความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งทางมหาวิทยาลัย อัสสัมชัญเสนอว่าผลไม้ที่มีอยู่ทางภาคเหนือ เช่น ลำไย ลิ้นจี่ กล้วย นอกจากเอามาทำเป็นสุราแช่แล้วยังสามารถนำมาทำเป็นสุรากลั่นได้ด้วย และราคาผลไม้พวกนี้มีราคาต่ำทุกปี ถ้าเราขยายเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านไปร่วมมือกับสมาคมผู้ปลูกลำใย,ผู้ปลูกข้าว โพด ฯลฯ มันสามารถทำให้เราได้ประสานงานและเอื้ออาทรต่อกัน เราสามารถซื้อลำใยมาราคาถูก ๆ เอามาผลิตเป็นเหล้า อาจจะเป็นสุรากลั่นลำใย , สุราข้าวโพด, ฯลฯ นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ทางเครือข่ายเหล้าตั้งใจว่าจะต้องผลิตออกมาสู่ตลาดใน อนาคต
ทั้งหมดคือเสียงสะท้อนของ เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงราย เป็นเสียงสะท้อนที่เสมือนก้องกังวานออกมาจากหัวอกคนต้มเหล้าทั่วประเทศ .. กล่าวในที่สุด… วันนี้สำหรับเครือข่ายเหล้าพื้นล้านแล้ว ก้าวย่างที่ท้าทายยังรอการพิสูจน์ ขณะเดียวกันเงื่อนไขของรัฐ ที่เป็นแอกแบกหลังก็ย่อมต้องได้รับการปลดปล่อย ถ้าทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ การก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้าใจซึ่งกันและกันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง
ที่มา: http://www.chumchonthai.or.th
น่าอ่นดีนะความคิดดีมากฉลาดเหมือนกัน
ตอบลบงัยสบายดีเปล่าหะนางเบอะส่งมาหั้ยอ่านนะไม่ใช่หั้ยดู
ตอบลบส่งมาหั้ยบางนะ
ตอบลบมีความรู้ดีนิ
ตอบลบเอามาให้กินมั้งเด้อ