วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สุราพื้นบ้าน

เหล้าพื้นบ้านไทย
          นับเวลาได้หลายปีดีดักแล้ว เหมือนกันกับการต่อสู้ของพี่น้องเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรฐานและการยอมรับในผลิตภัณฑ์ชนิดนี้  ผลิตภัณฑ์ซึ่งก่อเกิดและดำรงอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปทั่วทุกภาคของ ประเทศไทย และหากโฟกัสการต่อสู้ที่ค่อนข้างดุเดือดจะพบว่า มีความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างบ่อย  พบเห็นอยู่เนืองๆตามสื่อกระแสหลัก  เป็นการต่อสู้อย่างชนิดเอาจริงเอาจัง  ทั้งในส่วนของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้
          อย่างไรก็ตามในกระบวนการ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาแม้ต้องพบอุปสรรคหลากหลาย   แต่การรวมตัวที่สอดประสานลงตัวก็สามารถคลี่คลายปมปัญหาหลายอย่างลงไปได้  กระนั้นจนถึงวันนี้หากจะถามว่าเหล้าพื้นบ้านไทยจะไปทางไหน  เหล้าไทยังต้องเป็นเหล้าเถื่อนไปอีกนานเท่าใดคงไม่มีใครตอบได้ชัดเจน  เว้นเสียแต่ว่าคำตอบนั้นคือการสรุปบทเรียน   การคาดหมายและแสดงความมุ่งหวังเพื่อไปให้ถึงฝั่งที่คิดและคาดหวัง
          นาทีนี้เราจะไปติดตาม สถานการณ์ล่าสุดของเหล้าพื้นบ้าน ไปดูกันว่าก้าวที่กล้าของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน ณ เวลานี้เป็นอย่างไร ปัญหาอุปสรรคที่ยังต้องสะเทินคืออะไร ภาพรวมของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านทั่วประเทศสดใสเรืองรองหรือหมองหม่นเหมือน ที่เคย  เป็นโอกาสดีที่ได้เดินทางมาจังหวัดเชียงรายเพื่อปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย  ขณะเดียวกันก็ได้เจอะเจอกับผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัด เชียงราย คุณ ประนอม เชิมชัยภูมิ เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับ เครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน จึงถูกถ่ายทอดออกมา  เพื่อสื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า เหล้าพื้นบ้านไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป
          คุณประนอม เชิมชัยภูมิ เล่าให้ฟังว่า วันนี้ รัฐให้โอกาสเครือข่ายฯ โดยให้ดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ก็จริงแต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหามากมาย อาทิ เรื่องการจดทะเบียนกับสหกรณ์จังหวัด เนื่องจากชาวบ้านไม่คุ้นเคยกับการทำงานเอกสารที่ต้องทำตามขั้นตอน มีปัญหาจุกจิกมากมาย กว่าจะเป็นสหกรณ์ได้ ต้องไปติดต่อนับสิบครั้ง คุณประนอมสะท้อนให้ฟังอีกว่า นอกจากเรื่องการจดทะเบียนแล้ว เรื่องปัญหาสรรพสามิตก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หนักอก เพราะจนถึงทุกวันนี้ยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของตัวกฎ-ระเบียบ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเหล้า 1 โรง   ต้องมีกำลังการผลิตต่ำกว่า 5 แรงม้า มีคนต่ำกว่า 7 คน หรืออีกนัยหนึ่งคือ 4.99 แรงม้า และ 6 คน   สิ่งที่เป็นปัญหาคาใจชาวบ้าน และเป็นความคลุมเครือที่ชาวบ้านยังไม่กล้าตัดสินใจ  คือ  สรรพสามิตตอบไม่ได้ว่า ถ้าชาวบ้านใช้ฟืนมาต้มหรือใช้เตาแก๊ส 1 หัวแก๊สต้ม คิดเป็นกี่แรงม้า   สรรพสามิตคิดไม่ได้ หรือไม่ก็ตอบว่าไม่ต้องไปให้ความสำคัญ แต่พร้อมๆกันนั้นก็มีกระแสออกมาว่าที่ อ.เวียงป่าเป้า สรรพสามิตกำหนดให้เพียงแค่ 1 เตา/1 โรงงาน
          นั่นหมายถึงกำลังการผลิตเต็ม ที่ได้เพียงแค่  300 ขวด/16 ชั่วโมง  ซึ่งความจริงแล้วทำงานแค่ 8 ช.ม./วัน   เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือว่า   ถ้าผลิตได้เพียงแค่วันละ 300 ขวด/ 1 สหกรณ์ พอถึงสิ้นปีแต่ละคนจะได้ปันผลคนละไม่กี่บาท ไม่คุ้มกับระยะเวลาที่ลงทุนไป 1 ปี   ขณะที่บางพื้นที่บางอำเภอก็บอกว่าสามารถทำได้ 3 เตา ที่ อ. เวียงป่าเป้า ไม่เกิน 1 เตา   แต่ที่ อ.แม่สาย เหล้าของบริษัทแห่งหนึ่งที่เคยเป็นสมาชิกเครือข่ายเหล้าสามารถทำได้  4  เตาและผลิตจนถึงทุกวันนี้
          นอกจากนี้กระบวนการผลิตยัง ต้องผ่านการตรวจสอบของสาธารณสุข เพราะจะกำหนดให้เหล้าอยู่ในประเภทของอาหาร  ขณะนี้โรงงานที่ได้รับอนุญาตของจังหวัดเชียงรายมีทั้งหมด  9 โรงงาน ถ้าให้สาธารณสุขตรวจสอบ 9 โรงงานนี้  รับรองไม่ผ่านซักที่ อย่างน้อยต้องดูในเรื่องของความสะอาด ความมั่นคงของอาคาร   แต่พอสรรพสามิตมาปฏิบัติกับเครือข่ายเหล้าก็บอกว่าต้องมุงกระเบื้องและเท พื้นคอนกรีตอย่างดี   นี่เป็นความสับสนของชาวบ้านที่คิดว่า "สรรพสามิตเลือกปฏิบัติ!" ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงรายระบุ  ก่อนจะกล่าวอีกว่าชาวบ้านอยากจะไปคุยกับสรรพสามิตให้ชัดเจนว่า ถ้าใช้ฟื้น/เตาแก๊ส 1 หัว คิดเป็นกี่แรงม้า หลังคาโรงงานใช้หญ้าคาได้หรือไม่ ถ้าบอกว่าใช้หญ้าคาไม่ได้ ;ชาวบ้านก็จะเสนอว่าแล้วโรงงานของพวกบริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่อนุญาตไว้แล้วทำไมถึงได้รับใบอนุญาตทั้งที่บางแห่งก็มุงหญ้าคา
          "หากสรรพสามิตจังหวัดตอบไม่ ชัดชาวบ้านก็จะเชิญอธิบดีกรมสรรพสามิตมาตอบว่าเรื่องแรงม้านั้นที่ถูกต้อง ต้องคิดกันอย่างไร" ?
          ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้า พื้นบ้านจังหวัดเชียงราย  ยังร่ายยาวถึงความคับแค้นใจของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านเชียงรายอีกว่า  ข้อบังคับของโรงงานผลิตสุรากลั่น  จะต้องมีบ่อบำบัดน้ำเสียตามขนาดที่สรรพสามิตกำหนด ซึ่งขณะนี้บางแห่งที่เปิดอยู่ก็ไม่มีเหมือนกับของเครือข่าย แต่ชาวบ้านก็ไม่ต้องการที่จะเป็นศัตรูกับพวกที่เปิดโรงงานไปแล้ว  เพียงแค่อยากให้สรรพสามิตยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติตาม มติ ครม.  และระเบียบของกระทรวงการคลัง
          "ภาคอื่น อย่างเช่นภาคอีสานก็เหมือนกัน สมาชิกลดลงไปมาก   เพราะส่วนใหญ่สมาชิกหันไปผลิตสุราแช่ เช่น ไวน์ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงอยู่  โดยภาพรวมทั่วทุกภาค ข้อเรียกร้องของเครือข่ายเหล้าในขณะนี้  ยังคงมีข้อตกลงเดิมร่วมกันกับทางรัฐบาล   คือ  รัฐบาลจะต้องสนับสนุนงบประมาณในการทำการศึกษาวิจัย และพัฒนาเหล้าพื้นบ้านในเรื่องของ บรรจุภัณฑ์, น้ำเหล้า,เครื่องต้ม-กลั่น ทำอย่างไรจึงจะมีมาตรฐาน  และในเรื่องของการผลิตเหล้าพื้นบ้านสำหรับบริโภคในครัวเรือน สิ่งที่เคยเสนอไว้ก็คือน่าจะมีการเก็บภาษีในอีกอัตราหนึ่ง  ไม่ใช่อัตราเดียวกับการผลิตและจำหน่าย หรือให้มีการอนุญาตในการผลิตในแต่ละครั้งว่าจะให้ผลิตครั้งละเท่าไหร่" ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงราย ย้ำชัดเจน ก่อนจะต่อยอดในประเด็นปัญหาต่อไปอีกว่า
          ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เป็น ระเบียบของสรรพสามิตที่กล่าวได้ว่า  เป็นเรื่องแปลกแต่จริงกล่าวคือ   ระยะเวลาในการอนุญาตผลิตสุรา ปกติกำหนด  4,000 บาท/ ปี เช่น ถ้าเป็นบัตรประชาชนเราไปถ่ายวันที่ 6 มิ.ย.2546 ถ้า 1 ปี ก็ 6 มิ.ย.2547 แต่สรรพสามิตไม่ได้คิดอย่างนี้ ปกติเขาจะต้องคิดรอบ 12 เดือน แต่เขาคิดรอบปี   หรือถ้าเราได้รับอนุญาต 1 ธ.ค. เขาก็จะให้ไปสิ้นสุด 31 ธ.ค. ก็เสียเงิน 4,000 บาท เหมือนกันกับคนที่ได้รับอนุญาต  ซึ่งประเด็นนี้คิดว่าจะต้องไปนำเสนอให้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบอื่น ๆ   ของทางราชการที่ปฏิบัติอยู่ อันนี้เป็นปัญหาที่เครือข่ายเหล้าจะต้องทำงานต่อไป
          ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้า พื้นบ้านจังหวัดเชียงรายบอกกับเราว่า   บางทีในจังหวะที่กำลังเผชิญสถานการณ์รอบด้านเรื่องดีๆก็มีเข้ามาเป็นยาชู กำลังให้กับคนทำงานได้เช่นกัน และยาชูกำลังที่ว่าก็คือ ขณะนี้เครือข่ายเหล้าเชียงรายได้ประสานกับวิทยาลัยราชมงคล    และทางราชมงคลก็ตอบรับมาให้เราทำจดหมายไปทางราชมงคลจะทำโครงการศึกษาวิจัย เรื่อง "เครื่องต้มกลั่นสุราสำหรับชุมชนแบบประหยัดและมีประสิทธิภาพ"   นอกจากนี้แล้วผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงราย ยังบอกด้วยว่า เครือข่ายเหล้าภาคเหนือ : เครือข่ายเหล้า จ.เชียงราย และ จ.ลำปาง ก็เตรียมที่จะเสนอต่อสังคมว่าอยากจะให้แต่ละจังหวัดมี "คณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานโรงงานผลิตสุรากลั่นชุมชน" 1 ชุดโดยมีตัวแทนจากหลายฝ่าย เช่น ผู้ผลิต สาธารณสุข นักวิชาการ ตำรวจ สรรพสารมิตร ฯลฯ
          ตอนนี้เป็นการพูดคุยกันใน ระดับแกนนำของเครือข่ายเหล้า เรายังไม่เสนอเพราะต้องการหาความชัดเจนอยู่ว่ามาตรฐานโรงงานสุรากลั่นชุมชน มันน่าจะเป็นยังไง จะต้องมาคิดรายละเอียดเรื่องหลังคา , ประตู , บ่อน้ำ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เขามีข้อบังคับออกมาแล้วว่าโรงงานเหล้าจะต้องมีบ่อบำบัดน้ำเสียขนาด ไหน ห่างจากแหล่งน้ำสาธารณะไม่ต่ำกว่า100 เมตร แต่สิ่งที่ยังไม่มีคือมาตรฐานของโรงงาน , ระบบผังในโรงงาน ที่บ่มอยู่ตรงไหน สถานที่กลั่นควรจะอยู่ตรงไหน  ต้องกำหนดให้ชัด ตอนนี้ยังไม่ชัด" ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงรายเปิดใจให้ฟัง
          โอกาสเป็นของผู้ที่ไขว่คว้า และลงมือทำ สิ่งที่น่าปลื้มใจอีกอย่างของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงรายอีก อย่างคือ เรื่องพื้นที่นำร่อง สำหรับปลูกข้าวปลอดสารพิษที่จะให้สมาชิกในเครือข่าย ซึ่งเป็นแนวคิดของเครือข่ายเหล้าที่ต้องการจะผลิตเหล้าคุณภาพที่ผลิตจากข้าว ปลอดสารพิษ เพื่อจะเป็นสินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ นี่เป็นแนวคิดที่ดีและทางเครือข่ายก็ยินดีจะส่งเสริมให้เป็นรูปธรรม
          นอกจากนี้   ยังมีแผน งาน  ที่ทางเครือข่ายวางกันเอาไว้    ในเรื่องการผลิตที่จะไม่ใช้ข้าวเหนียว ข้าวจ้าวอย่างเดียว ซึ่งก็ได้ประสานความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งทางมหาวิทยาลัย อัสสัมชัญเสนอว่าผลไม้ที่มีอยู่ทางภาคเหนือ เช่น ลำไย ลิ้นจี่ กล้วย  นอกจากเอามาทำเป็นสุราแช่แล้วยังสามารถนำมาทำเป็นสุรากลั่นได้ด้วย   และราคาผลไม้พวกนี้มีราคาต่ำทุกปี ถ้าเราขยายเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านไปร่วมมือกับสมาคมผู้ปลูกลำใย,ผู้ปลูกข้าว โพด ฯลฯ   มันสามารถทำให้เราได้ประสานงานและเอื้ออาทรต่อกัน เราสามารถซื้อลำใยมาราคาถูก ๆ  เอามาผลิตเป็นเหล้า อาจจะเป็นสุรากลั่นลำใย , สุราข้าวโพด, ฯลฯ  นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ทางเครือข่ายเหล้าตั้งใจว่าจะต้องผลิตออกมาสู่ตลาดใน อนาคต
          ทั้งหมดคือเสียงสะท้อนของ เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดเชียงราย   เป็นเสียงสะท้อนที่เสมือนก้องกังวานออกมาจากหัวอกคนต้มเหล้าทั่วประเทศ .. กล่าวในที่สุด… วันนี้สำหรับเครือข่ายเหล้าพื้นล้านแล้ว   ก้าวย่างที่ท้าทายยังรอการพิสูจน์  ขณะเดียวกันเงื่อนไขของรัฐ ที่เป็นแอกแบกหลังก็ย่อมต้องได้รับการปลดปล่อย  ถ้าทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ การก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้าใจซึ่งกันและกันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง
ที่มา: http://www.chumchonthai.or.th

Access2010

Access 2010
Access 2007
Access 2003

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การสอนเอ็กเซล

   
การทำงานกับเวิร์กชีต Excel    
 
การจัดการเวิร์กชีตและเวิร์กบุ๊ค Excel    
  การตั้งชื่อและใช้สูตรคำนวณ Excel    
 
มารู้จักกราฟ excel กันเถอะ    
  ใส่ภาพลงเวิร์กชีต excel    
 
การพิมพ์เวิร์กชีต excel    
  การตั้งพาสเวิร์ด (Password) ให้กับเอกสารของเรา    
 
การ Copy สูตรไปวางที่ตำแหน่งอื่นโดยไม่ต้องสร้างใหม่    
  การคำนวณข้ามชีท    
 
การเพิ่มศูนย์หน้าเลขหลัก    
  การเปลี่ยน Format ตัวเลขเป็นข้อความ    
           
การคำนวณด้วย Microsoft Excel
การแก้ปัญหาข้อผิดพลาดจากการคำนวณ
การคำนวณโดยใช้สูตร
การใช้สูตรเชื่อมข้อความ
โครงสร้างฟังก์ชัน (Function)
ฟังก์ชันทางด้านคณิตศาสตร์ SUM  SUMIF  SQRT
  ฟังก์ชันทางด้านจัดลำดับข้อมูล  AVERAGE MAX    MIN  LARGE  SMALL
  ฟังก์ชันในการนับจำนวน COUNT  COUNTIF
  ฟังก์ชันข้อความและตัวอักษร  BAHTTEXT  LOWER  UPPER  PROOER  TEXT      CONCATENATE
  ฟังก์ชันข้อความ LEFT  RIGHT  PEPT
  ฟังก์ชันทางด้านตรรกศาสตร์  IF

กะแช่

กะแช่ -- เพชรบุรีภูมิปัญญาชาวบ้าน  การทำน้ำตาลเมาหรือกะแช่
        น้ำตาลใสหรือน้ำตาลสดที่ได้จากการขึ้นตาลนั้น  ถ้าทิ้งไว้นานเกิน  24  ชั่วโมง  จะเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำส้มสายชู  ถ้านำไปต้มหรือเคี่ยว  เพื่อไม่ให้บูดเสียจะเรียกว่า  น้ำตาลตงุ่น
        นอกจากนี้น้ำตาลใสยังนิยมทำเป็นเครื่องดื่มประเภทหมักดองผสมแอลกอฮอล์  เรียกว่า  น้ำตาลเมา  (Palm  Wine)  หรือกะแช่  หรือเบียร์ภูธร  เพราะมีดีกรีใกล้เคียงกัน  การทำน้ำตาลเมานี้จะใส่ในภาชนะจำพวกใหหรือกระตุ้ม  ซึ่งมีขนาดความจุประมาณ  2  -  3  ลิตร  เรียกกันว่า  "ที่"  ส่วนภาชนะสำหรับดื่มกระแช่นิยมใช้กะลามะพร้าวขัดผิวจนเป็นมันเลื่อมเรียก ว่า  "หล่อ"
        วิธีการทำกะแช่  ต้องใช้รากไม้  หรือกิ่งไม้จำพวกไม้มะเกลือ  นำมาฝานเป็นชิ้น  ๆ  แล้วย่างไฟจนหอม  เรียกว่า  "เชื้อ"  เมื่อจัดเรียงลำดับเชื้อลงในภาชนะที่เตรียมไว้แล้วจึงเติมน้ำตาลใสหรือ น้ำตาลอุ่น
ให้ท่วมเชื้อ  ทิ้งไว้ประมาณ  12  ชั่วโมงจึงดื่มได้  เมื่อดื่มน้ำตาลเมาหมดแล้ว  ต้องเติมน้ำตาลใสลงไปแทนที่เดิมอีก  ดังนั้นการดื่มกะแช่จึงอยู่ในช่วงเวลาระหว่างตอนเช้ากับตอนเย็น  กรณีดื่มกระแช่ไม่หมดที่และปล่อยทิ้งไว้เกิน  12  ชั่วโมง  จะทำให้กะแช่เปลี่ยนรส  กลายเป็นน้ำส้มสายชูในที่สุด
        ด้วยเหตุนี้ผุ้นิยมดื่มน้ำตาลเมาจะต้องคอยเปลี่ยนที่หรือเชื้อในเวลาอันควร  โดยนำเอาเปลือกหรือรากมะเกลือของเก่าออกประมาณครึ่งหนึ่ง  แล้วนำของส่วนใหม่เติมลงไปเท่าเดิม  กรณีจะเปลี่ยนที่ใหม่อาจต้องใช้เวลาหมักกะแช่ให้นานกว่าเดิมขึ้นไปอีกหลาย วัน  ทั้งนี้เพราะการทำปฏิกริยาของน้ำตาลเมาจะยังไม่สมบูรณ์พอ
        นอกจากใช้มะเกลือใส่เป็นเชื้อของกะแช่แล้ว  อาจใช้สมุนไพรอื่น  ๆ  ได้อีก  เช่น  ไม้เคี่ยม  ไม้มะค่า  รากมะแว้ง  เถาวัลย์เปรียง  รากหนามพรม  กาฝากต้นมะม่วง  แต่นิยมกันมากคือรากมะเกลือ  เพราะมีรสขมชวนรับประทาน  ที่เรียกว่า  "ขมหล่อม"  อย่างไรก็ตาม  แต่เดิมกะแช่หรือน้ำตาลเมาจัดเป็นเครื่องดื่มที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติ
เครื่องดื่มประเภทมึนเมา  แต่ได้พัฒนาขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มประเภทไวน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  และเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในโครงการ  หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อีกด้วย

        ที่มา  :
        1.  คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ  ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  5  ธันวาคม  2542.  วัฒนธรรม  พัฒนาการทางประวัติศาสตร์  เอกลักษณ์และภูมิปัญญา  จังหวัดเพชรบุรี.,  กรุงเทพฯ  :  กรมศิลปากร,  2544.